กระแสตรวจสอบผลิตภัณฑ์โปรตีนกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในสังคมไทย หลังผู้บริโภครายหนึ่งเผยแพร่ผลการตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการของเครื่องดื่มนมโปรตีนพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Protein Milk) ที่ระบุบนฉลากว่าให้โปรตีน 30 กรัมต่อขวด แต่ผลตรวจที่นำมาเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์พบปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุไว้
ประเด็นดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้ที่ออกกำลังกาย และผู้บริโภคที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์โปรตีนเป็นประจำ จนนำไปสู่การออกมาชี้แจงของผู้ผลิต การติดตามของสื่อมวลชน และการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ
ขณะนี้ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผลตรวจจากทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ให้ผลแตกต่างกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่าจะสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดมาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
โพสต์บนโซเชียลมีเดีย
กระแสเริ่มต้นจากโพสต์เฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ซึ่งระบุว่าได้ส่งผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงขนาด 300 มิลลิลิตร ยี่ห้อหนึ่งที่ขึ้นต้นด้วยอักษร D ไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ
ผลตรวจที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า
“โปรตีนบนฉลาก 30 กรัม แต่ตรวจพบ 22.74 กรัม
ไขมันบนฉลาก 5 กรัม แต่ตรวจพบ 14.43 กรัม
คาร์โบไฮเดรตบนฉลาก 14 กรัม แต่ตรวจพบ 16.77 กรัม
พลังงานบนฉลาก 230 กิโลแคลอรี แต่ตรวจพบ 287.91 กิโลแคลอรี”

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าปริมาณสารอาหารในผลิตภัณฑ์อาจไม่ตรงกับข้อมูลบนฉลาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าเพราะต้องการโปรตีนตามปริมาณที่ระบุ
โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วและกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์
และสื่อหลายแห่งก็นำข้อมูลจากผลตรวจที่ผู้บริโภคมารายงาน โดยเปรียบเทียบตัวเลขบนฉลากกับผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ
รายงานจาก MGR Online ระบุว่าผลตรวจดังกล่าวพบปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากประมาณ 24% และพบไขมันสูงกว่าที่ระบุเกือบ 3 เท่า
บริษัท Dairy Home ชี้แจงอย่างไร
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ บริษัท Dairy Home ได้ออกเอกสารชี้แจง โดยระบุว่าเคยส่งผลิตภัณฑ์ตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการอิสระ Intertek มาก่อน
ผลตรวจดังกล่าวพบว่า
“โปรตีน 10.14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
คิดเป็นประมาณ 30.4 กรัมต่อขวดขนาด 300 มิลลิลิตร
ส่วนไขมันตรวจพบ
1.83 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
คิดเป็นประมาณ 5.5 กรัมต่อขวด”
ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลที่แสดงบนฉลากสินค้าอย่างมาก และบริษัทระบุว่าผลการตรวจดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ใช้ตัวเลข “โปรตีน 30 กรัม” บนฉลากผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ บริษัทระบุว่าจะส่งผลิตภัณฑ์เข้าตรวจวิเคราะห์ซ้ำกับห้องปฏิบัติการอิสระอีกครั้ง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเผยแพร่ผลรอบใหม่ต่อสาธารณะ (ที่มา)
เหตุใดผลตรวจจึงมีความแตกต่างกัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ เหตุใดผลตรวจจากสองแหล่งจึงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนในอาหารส่วนใหญ่มักไม่ได้วัดโปรตีนโดยตรง แต่ใช้การวัดปริมาณไนโตรเจนในตัวอย่างแล้วคำนวณกลับเป็นปริมาณโปรตีน โดยวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ วิธี Kjeldahl และ Dumas ซึ่งได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมอาหาร ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และมาตรฐาน AOAC โดยสำหรับผลิตภัณฑ์นม มักใช้ค่าแปลงไนโตรเจนเป็นโปรตีน (Nitrogen-to-Protein Conversion Factor) ที่ 6.38 ซึ่งเป็นค่าที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐาน Codex และอุตสาหกรรมนมทั่วโลก
นอกจากวิธีการวิเคราะห์แล้ว ปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ผลต่างกัน ได้แก่ วิธีเตรียมตัวอย่าง การเก็บรักษาสินค้า ความแตกต่างระหว่างล็อตการผลิต ความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือวิเคราะห์ หรือมาตรฐานที่ห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งใช้ เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์อาหารจึงมักพิจารณาผลจากหลายแหล่งร่วมกัน ก่อนสรุปว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหาหรือไม่
(ที่มา: fao.org, Dairy proteins and soy proteins in infant foods nitrogen-to-protein conversion factors)
ข้อกำหนดของ อย.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า หากตรวจพบว่าสารอาหารในผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับข้อมูลบนฉลาก อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
หากปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่แสดงบนฉลาก อาจถือเป็นการแสดงฉลากเป็นเท็จ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท
แต่หากผลตรวจพบว่าปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากเกิน 30% อาจเข้าข่าย “อาหารปลอม” ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท
อย. ระบุเพิ่มเติมว่าได้สั่งสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์โปรตีนหลายประเภททั่วประเทศ ทั้งเวย์โปรตีน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่มโปรตีน และผลิตภัณฑ์นม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ผู้บริโภคควรควรทราบจากกรณีนี้
แม้กระแส “โปรตีนตกฉลาก” จะสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ในขณะนี้ยังไม่มีผลตรวจอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ใดกระทำผิดกฎหมาย
ข้อมูลที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์เป็นผลตรวจจากตัวอย่างเฉพาะชุดหนึ่ง ขณะที่บริษัทผู้ผลิตก็มีผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอิสระอีกชุดหนึ่งซึ่งให้ผลแตกต่างออกไป
ดังนั้น ประเด็นสำคัญในขณะนี้คือการรอผลการตรวจสอบจาก อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณาทางกฎหมายและสร้างความชัดเจนให้กับผู้บริโภค
สรุป
ดราม่า “นมโปรตีนตกฉลาก” เริ่มต้นจากการเผยแพร่ผลตรวจห้องปฏิบัติการของผู้บริโภคที่พบโปรตีนต่ำกว่าตัวเลขบนฉลาก ขณะที่บริษัท Dairy Home ชี้แจงว่าผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอิสระ Intertek พบปริมาณโปรตีนประมาณ 30.4 กรัมต่อขวด ซึ่งสอดคล้องกับฉลากสินค้า
ขณะนี้ อย. อยู่ระหว่างสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่แสดงบนฉลาก อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาหาร โดยระดับความรุนแรงของความผิดจะขึ้นอยู่กับผลการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ
แหล่งข้อมูล
- MGR Online: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000057768
- ข่าวสด: https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10287014
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): https://www.fda.moph.go.th/, https://www.fda.moph.go.th/news/220369/
- พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522: https://food.fda.moph.go.th/law/data/announ_moph/P2522.pdf

