ประเด็น “เครื่องดื่มโปรตีนตกฉลาก” และสิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้

กระแสตรวจสอบผลิตภัณฑ์โปรตีนกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในสังคมไทย หลังผู้บริโภครายหนึ่งเผยแพร่ผลการตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการของเครื่องดื่มนมโปรตีนพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Protein Milk) ที่ระบุบนฉลากว่าให้โปรตีน 30 กรัมต่อขวด แต่ผลตรวจที่นำมาเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์พบปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุไว้ ประเด็นดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้ที่ออกกำลังกาย และผู้บริโภคที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์โปรตีนเป็นประจำ จนนำไปสู่การออกมาชี้แจงของผู้ผลิต การติดตามของสื่อมวลชน และการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ ขณะนี้ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผลตรวจจากทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ให้ผลแตกต่างกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่าจะสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดมาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โพสต์บนโซเชียลมีเดีย กระแสเริ่มต้นจากโพสต์เฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ซึ่งระบุว่าได้ส่งผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงขนาด 300 มิลลิลิตร ยี่ห้อหนึ่งที่ขึ้นต้นด้วยอักษร D ไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ ผลตรวจที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า “โปรตีนบนฉลาก 30 กรัม แต่ตรวจพบ 22.74 กรัม ไขมันบนฉลาก 5 กรัม แต่ตรวจพบ 14.43 กรัม คาร์โบไฮเดรตบนฉลาก 14 กรัม แต่ตรวจพบ 16.77 กรัม พลังงานบนฉลาก 230 กิโลแคลอรี แต่ตรวจพบ 287.91 […]

Continue Reading

SCB ยังไม่มีบริการ ATM สแกนม่านตา “ATM Iris” ตามข้อกล่าวอ้างในโซเชียล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีโพสต์โซเชียลมีเดียอ้างว่าธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดตัวบริการใหม่ชื่อ “ATM Iris” ซึ่งสามารถถอนเงิน โอนเงิน และชำระบิลได้เพียงแค่มองกล้องให้ระบบสแกนม่านตา โดยไม่ต้องใช้บัตร ATM โทรศัพท์มือถือ หรือรหัส PIN โพสต์ดังกล่าวยังระบุรายละเอียดจำนวนมาก เช่น การสแกนม่านตา 256 จุด ความแม่นยำ 99.999% การเปิดให้บริการนำร่อง 50 จุดในศูนย์การค้าและสนามบิน รวมถึงอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศในปีหน้าอย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โพสต์ดังกล่าวระบุว่า “SCB เปิดตัว ATM Iris 50 จุดนำร่อง พารากอน เอ็มควอเทียร์ สนามบิน ยืนหน้าตู้ มองกล้อง 2 วินาที ระบบสแกนม่านตา 256 จุด เช็คกับฐานข้อมูลแบงก์ชาติ ยืนยันตัวตนแม่น 99.999%” พร้อมอ้างว่าสามารถถอนเงินได้สูงสุด 50,000 บาทต่อวันโดยไม่ต้องใช้ PIN ที่มา | […]

Continue Reading

Scam Alert: ระวังลิงก์ปลอมแอบอ้าง “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” หลอกขโมยข้อมูลและเงินในบัญชี

ในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ พบว่ามิจฉาชีพได้อาศัยกระแสดังกล่าวสร้างเว็บไซต์ปลอม ส่งข้อความ SMS ปลอม และเผยแพร่ลิงก์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE และ TikTok โดยอ้างว่าเป็นช่องทางลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยล่าสุดภาครัฐได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากมีการนำชื่อโครงการไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่อาจนำไปสู่ความเสียหายได้ นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกประกาศเตือนประชาชนอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐจะไม่ส่ง SMS หรือลิงก์ให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และ ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือธนาคารรายใดมีสิทธิขอรหัส OTP จากประชาชน เนื่องจาก OTP เป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันตัวตนและทำธุรกรรมทางการเงิน หากมิจฉาชีพได้รับ OTP อาจสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารของเหยื่อได้ทันที ลักษณะข้อความหลอกลวง รูปแบบการหลอกลวงที่พบส่วนใหญ่เริ่มต้นจากข้อความที่สร้างความรู้สึกเร่งด่วน เช่น “เหลือสิทธิ์จำนวนจำกัด” “ต้องยืนยันตัวตนภายใน 24 ชั่วโมง” หรือ “รีบลงทะเบียนก่อนสิทธิ์หมด” พร้อมแนบลิงก์ที่มีลักษณะคล้ายเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหรือธนาคาร เมื่อผู้ใช้กดเข้าไป เว็บไซต์ดังกล่าวจะขอให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่รหัส […]

Continue Reading

TTB ยืนยัน กระแส “KTB ควบรวม TTB” ไม่เป็นความจริง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดกระแสข่าวบนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับดีลขนาดใหญ่ระหว่างธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารทหารไทยธนชาติ (TTB) โดยมีการอ้างว่าทั้งสองธนาคารอาจควบรวมกิจการกัน จนกลายเป็น “Super Bank” ที่มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 5 ล้านล้านบาท และอาจขึ้นเป็นธนาคารอันดับหนึ่งของไทยในแง่ขนาดสินทรัพย์ กระแสดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังสื่อบางแห่งเผยแพร่ข่าวในลักษณะ “จับตาดีลใหญ่” หรือ “วงในธนาคาร” ก่อนที่ข้อมูลจะถูกแชร์ต่อในรูปแบบโพสต์วิเคราะห์หุ้น คลิปสรุปข่าว และคอนเทนต์เชิงคาดการณ์บนโซเชียลมีเดีย จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากเข้าใจว่าอาจมีการเจรจาควบรวมเกิดขึ้นจริง ที่มา | ลิงก์ถาวร ที่มา | ลิงก์ถาวร ตรวจสอบข้อเท็จจริง กระแสข่าวเริ่มได้รับความสนใจหลังมีการเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมระหว่างธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทยธนชาติในปี 2568 โดยระบุว่า หากเกิดขึ้นจริง ธนาคารใหม่จะมีสินทรัพย์รวมราว 5.36 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจแซงหน้าธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในระบบการเงินไทย ในเชิงธุรกิจ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าทั้งสองธนาคารมีศักยภาพ ในการส่งเสริมประสิทธิภาพ จากฐานลูกค้า ระบบดิจิทัล และเครือข่ายสาขา ทำให้ข่าวลือดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วในหมู่นักลงทุนและสื่อการเงิน แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางการรองรับก็ตาม หลังข่าวลือแพร่กระจาย ราคาหุ้นของทั้งธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทยธนชาติปรับตัวขึ้นทันทีในช่วงการซื้อขาย โดยนักลงทุนจำนวนหนึ่งคาดหวังว่าหากเกิดการควบรวมจริง อาจส่งผลบวกต่อมูลค่าธุรกิจและขนาดของธนาคารใหม่ (ที่มา) อย่างไรก็ตาม ธนาคารทหารไทยธนชาติแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2568 […]

Continue Reading

ไขข้อสงสัย: “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” กับ “ค่าออกนอกประเทศ”

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนมากได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้าง หลังมีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ “ค่าออกนอกประเทศ 1,000 บาท” ควบคู่ไปกับข่าวการปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จนเกิดความเข้าใจว่า ผู้เดินทางออกต่างประเทศจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มทันทีรวมกว่า 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” และ “ค่าออกนอกประเทศ” เป็นคนละมาตรการ และอยู่คนละขั้นตอน โดยมีเพียงส่วนของค่าธรรมเนียมสนามบินที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่ “ค่าออกนอกประเทศ” ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการศึกษา และยังไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายรายได้โพสต์ข้อความแสดงความกังวลหลังจากมีประกาศจากท่าอากาศยานไทย (การท่า) เกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมสนามบิน และมีการกล่าวว่าเป็น “ค่าออกนอกประเทศ” ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ที่มา | ลิงก์ถาวร ที่มา | ลิงก์ถาวร ตรวจสอบข้อเท็จจริง การปรับค่าธรรมเนียมสนามบินของ AOT ประเด็นแรกที่มีผลบังคับใช้จริง คือการปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน” หรือ Passenger Service Charge (PSC) […]

Continue Reading

ไวรัสนิปาห์ระบาดในอินเดีย ไทยเสี่ยงแค่ไหน และควรกังวลหรือไม่

ปลายเดือนมกราคม 2569 อินเดียรายงานการกลับมาระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในรัฐเวสต์เบงกอล ใกล้เมืองโกลกาตา นับเป็นการระบาดครั้งแรกในพื้นที่นี้ในรอบเกือบ 20 ปี และสร้างความกังวลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ตัวอย่างข้อความที่แพร่กระจายบนโซเชียลเมื่อเร็วๆ นี้ ลิงก์ถาวร แม้ขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน แต่ก็เกิดความกังวลจากประชาชนว่า ไทยมีความเสี่ยงจริงหรือไม่ และควรเตรียมตัวอย่างไร บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด ตั้งแต่การระบาดในอินเดีย ลักษณะของไวรัส ไปจนถึงความเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทย และสิ่งที่ประชาชนควรรู้ จุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสในอินเดีย การระบาดเริ่มต้นจากหญิงวัย 56 ปี ในเมืองบาราซาต รัฐเวสต์เบงกอล ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เธอมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก อาเจียน และซึม ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ภายหลังการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติดื่ม น้ำตาลสดดิบจากต้นอินทผลัม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัสนิปาห์ในภูมิภาคเบงกอล จากนั้นเกิดการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย ทำให้ยืนยันได้ว่ามี การแพร่เชื้อจากคนสู่คนในโรงพยาบาล (ที่มา) จนถึงกลางเดือนมกราคม 2569 อินเดียยืนยันผู้ป่วยอย่างน้อย 5 ราย และต้องกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมากกว่า 180 คน […]

Continue Reading

ข้อความอ้างว่าจะเกิดสึนามิใหญ่วันที่ 5 ก.ค. ไม่เป็นความจริง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อความแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่าจะเกิดสึนามิครั้งใหญ่ขึ้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 5 กรกฎาคม โดยโพสต์ดังกล่าวได้มีการแชร์ออกไปอย่างแพร่หลายและสร้างความตื่นตระหนักให้ประชาชน โพสต์บนโซเชียลมีเดีย มีข้อความไวรัลบนแพลตฟอร์ม Facebook ที่ระบุว่า จะเกิดสึนามิครั้งใหญ่ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ โดยเนื้อหาโพสต์ระบุว่า: ”สึนามิยักษ์ ในเดือน ก.ค. จะมา 5 ก.ค. 68 เวลา ตี 4-5 น. จะโดนเฉพาะ ภาคใต้เท่านั้น ได้แก่ ชุมพร-นราธิวาส คลื่นจะสูง 200 ม. จะมา 9 วัน จะมาทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย ใครที่อยู่ติดทะเลหรืออยู่บนพื้นที่ราบ ไม่รอดค่ะ ประเทศที่จะโดนแน่ๆ คือ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย” […]

Continue Reading

วิดีโอไวรัล “หมูเด้งผสมนุ่น” แท้จริงคือวิดีโอทำเหยื่อตกปลา

ช่วงที่ผ่านมา มีวิดีโอไวรัลบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าเป็นวิดีโอการทำหมูเด้ง ที่มีการใส่นุ่นเข้าไประหว่างกรรมวิธีการผลิต พร้อมข้อความเตือนว่าอันตรายและไม่ควรบริโภค ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า วิดีโอดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารหรือหมูเด้งสำหรับคนรับประทานแต่อย่างใด โพสต์บนโซเชียลมีเดีย มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายรายได้แชร์วิดีโอดังกล่าว พร้อมข้อความกล่าวอ้างว่าเป็นวิดีโอการทำหมูเด้ง โดยระบุว่า “หมูเด้ง หมูยอ ลูกชิ้น ใส่สำลี ใส่นุ่นเยอะๆ บดรวมกับ หมู อย่าไปซื้อกิน (ทั้งแกงเขียวหวานลูกชิ้นเด้ง แกงเขียวหวานหมูเด้ง ทั้งลูกชิ้นเสียบไม้ขาย, ลูกชิ้นรวมทอดขาย) นั่นแหละไม่ควรกินอาหารแปรรูป คนเราไม่ซื่อ เอาอะไรอะไรต่อมิอะไรมาผสม” ที่มา | ลิงก์ถาวร ที่มา | ลิงก์ถาวร พบข้อมูลน่าสงสัย? ส่งให้เราตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ที่นี่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง Fact Crescendo ได้ตรวจสอบที่มาของวิดีโอดังกล่าว และพบว่าวิดีโอต้นฉบับที่อัปโหลดบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้มีการระบุชัดเจนว่า วิดีโอดังกล่าวเป็นการทำเหยื่อตกปลา โดยมีแฮชแท็กและคำอธิบายชัดเจนว่าเป็นเหยื่อตกปลา เช่น “ตกปลา”, “เหยื่อตกปลากด”, “catfish bait” https://www.tiktok.com/@doljit32/video/7516917781170752775 นอกจากนี้ รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ […]

Continue Reading

จริงหรือไม่: จีนแบนทุเรียนทั้งหมดจากเวียดนาม เนื่องจากพบสารก่อมะเร็ง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา บนโซเชียลมีเดียได้มีการส่งต่อข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของทุเรียนเวียดนาม โดยเฉพาะทุเรียนที่ถูกแกะเปลือกพร้อมบรรจุขายง โดยระบุว่าห้ามซื้อทุเรียนแบบแกะเปลือกจากเวียดนาม เพราะพบสารก่อมะเร็ง สร้างความกังวลให้แก่ผู้ใช้โซเชียลจำนวนมาก โพสต์บนโซเชียลมีเดีย มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้โพสต์ข้อความว่า “ห้ามซื้อทุเรียนแกะเปลือกที่นำเข้าจากเวียดนาม เพราะถูกแบนจากจีน หลังตรวจพบสารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรง” โดยโพสต์ข้อความดังกล่าวมีการแชร์กว่าสองหมื่นครั้ง และแพร่กระจายอย่างเป็นวงกว้าง ที่มา | ลิงก์ถาวร ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารปนเปื้อนและมาตรการของจีน กระแสข่าวที่อ้างว่า “จีนแบนทุเรียนเวียดนามเพราะพบสารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรง” นั้น สร้างความวิตกให้กับผู้บริโภคจำนวนมากในไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทุเรียนกลายเป็นผลไม้ยอดนิยมตามฤดูกาล แต่เมื่อตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ พบว่าความจริงมีความซับซ้อนและไม่ใช่การ “แบน” แบบเบ็ดเสร็จอย่างที่กล่าวอ้าง ในความเป็นจริง จีนได้ยกระดับการตรวจสอบทุเรียนนำเข้าจากทุกประเทศตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยกำหนดให้ทุกล็อตสินค้าต้องมีใบรับรองการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง ซึ่งรวมถึงสาร Basic Yellow 2 (BY2) สีย้อมอุตสาหกรรมที่ห้ามใช้ในอาหาร, แคดเมียม (Cadmium) ซึ่งเป็นโลหะหนักที่อาจสะสมในร่างกาย และ Auramine O หรือ Yellow O ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม “อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 2B) ตามการจัดอันดับของ IARC อย่างไรก็ตาม สารเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดว่าเป็น “สารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรง” […]

Continue Reading

SCB จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการโอน 5 บาท จริงหรือ?

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทาง อ้างว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 5 บาทต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลใจว่าอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินผ่านแอป SCB EASY ซึ่งเป็นบริการที่ผู้ใช้จำนวนมากนิยมใช้ในการทำธุรกรรมประจำวัน โพสต์บนโซเชียลมีเดีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อความบนโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 5 บาทต่อรายการ เมื่อทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร (SCB EASY) ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน เป็นต้นไป ข้อความดังกล่าวสร้างความสับสนอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยมีผู้แชร์ต่อพร้อมแสดงความคิดเห็นเชิงไม่พอใจต่อธนาคารจำนวนมาก ที่มา | ลิงก์ถาวร ที่มา | ลิงก์ถาวร ตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ SCB ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของทางธนาคารเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 โดยชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ดังนี้ ค่าธรรมเนียมที่เป็นประเด็น: ค่าธรรมเนียมโอนเงิน 5 บาทต่อรายการนั้น มีผลเฉพาะลูกค้านิติบุคคลรายใหม่ ที่สมัครใช้บริการ SCB […]

Continue Reading