ในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ พบว่ามิจฉาชีพได้อาศัยกระแสดังกล่าวสร้างเว็บไซต์ปลอม ส่งข้อความ SMS ปลอม และเผยแพร่ลิงก์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE และ TikTok โดยอ้างว่าเป็นช่องทางลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
โดยล่าสุดภาครัฐได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากมีการนำชื่อโครงการไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่อาจนำไปสู่ความเสียหายได้
นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกประกาศเตือนประชาชนอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐจะไม่ส่ง SMS หรือลิงก์ให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และ ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือธนาคารรายใดมีสิทธิขอรหัส OTP จากประชาชน เนื่องจาก OTP เป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันตัวตนและทำธุรกรรมทางการเงิน หากมิจฉาชีพได้รับ OTP อาจสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารของเหยื่อได้ทันที
ลักษณะข้อความหลอกลวง
รูปแบบการหลอกลวงที่พบส่วนใหญ่เริ่มต้นจากข้อความที่สร้างความรู้สึกเร่งด่วน เช่น “เหลือสิทธิ์จำนวนจำกัด” “ต้องยืนยันตัวตนภายใน 24 ชั่วโมง” หรือ “รีบลงทะเบียนก่อนสิทธิ์หมด” พร้อมแนบลิงก์ที่มีลักษณะคล้ายเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหรือธนาคาร เมื่อผู้ใช้กดเข้าไป เว็บไซต์ดังกล่าวจะขอให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่รหัส OTP
ในบางกรณี เว็บไซต์ปลอมอาจหลอกให้ผู้ใช้งานติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการยืนยันตัวตนหรือรับสิทธิ์ แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นมัลแวร์ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือของเหยื่อ รวมถึงข้อมูลทางการเงินและบัญชีออนไลน์ต่าง ๆ
สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรทราบคือ หน่วยงานภาครัฐได้ยืนยันว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้ประชาชนกดลงทะเบียนผ่าน SMS หรือข้อความส่วนตัว และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือธนาคารรายใดมีสิทธิขอรหัส OTP จากประชาชน นอกจากนี้ การรับสิทธิ์หรือการลงทะเบียนจะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการที่กำหนดไว้เท่านั้น
สัญญาณเตือนที่ควรระวังเมื่อพบข้อความเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือจากรัฐ ได้แก่
• มีการส่งลิงก์ผ่าน SMS หรือแชตส่วนตัว
• ใช้ข้อความเร่งรัดให้รีบดำเนินการทันที
• ขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินเกินความจำเป็น
• ขอรหัส OTP หรือรหัสผ่าน
• เว็บไซต์มีชื่อโดเมนแปลก หรือไม่ใช่ช่องทางทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เตือนว่า เมื่อผู้เสียหายกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ปลอม ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชีม้า เข้าถึงบัญชีธนาคาร ยึดบัญชีโซเชียลมีเดีย หรือใช้ในการหลอกลวงรูปแบบอื่นต่อไปได้ นอกจากนี้ หากมีการเปิดเผยรหัส OTP มิจฉาชีพอาจสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมทางการเงินได้ทันที
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อผู้เสียหายกดลิงก์ปลอมและกรอกข้อมูลตามที่มิจฉาชีพร้องขอ ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกนำไปใช้เพื่อ
- เข้าถึงบัญชีธนาคาร
- ยึดบัญชีโซเชียลมีเดีย
- เปิดบัญชีม้า
- สมัครบริการทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต
- หลอกโอนเงินเพิ่มเติมในภายหลัง
ในบางกรณี เว็บไซต์ปลอมยังอาจหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันอันตรายที่สามารถดักจับข้อมูลหรือควบคุมอุปกรณ์ของเหยื่อจากระยะไกลได้
วิธีป้องกัน
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการก่อนทุกครั้ง ไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่รู้จัก และไม่เปิดเผย OTP ให้บุคคลอื่นไม่ว่ากรณีใด หากได้รับข้อความที่อ้างถึงโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ ควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง แทนการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความ
ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงที่มีมาตรการช่วยเหลือหรือโครงการแจกสิทธิ์จากภาครัฐ เนื่องจากมิจฉาชีพมักอาศัยจังหวะดังกล่าวสร้างกลลวงที่ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น การใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนคลิก อาจช่วยป้องกันการสูญเสียเงินและข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ผ่านระบบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” คล้ายกับแนวทางของโครงการคนละครึ่งในอดีต โครงการดังกล่าวครอบคลุมประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมกว่า 43 ล้านคนทั่วประเทศ
สำหรับประชาชนทั่วไป รัฐบาลกำหนดวงเงินสนับสนุนสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ภายใต้หลักการ “รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%”
ใครมีสิทธิเข้าร่วมโครงการ
ผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการในกลุ่มประชาชนทั่วไปต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลังในวันที่กำหนด รวมถึงต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งในอดีต
วิธีลงทะเบียนที่ถูกต้อง
จุดสำคัญที่ประชาชนควรทราบคือ การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการดำเนินการผ่าน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น โดยผู้ใช้ต้องมีบัญชี G-Wallet และดำเนินการด้วยตนเองผ่านระบบของแอปพลิเคชัน ไม่มีการลงทะเบียนผ่านลิงก์ที่ส่งทาง SMS, Facebook, LINE หรือช่องทางแชตส่วนตัวใด ๆ ขั้นตอนการลงทะเบียนโดยสรุปประกอบด้วย
- เข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
- เลือกแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”
- อ่านเงื่อนไขและกดยืนยันการลงทะเบียน
- รอระบบตรวจสอบคุณสมบัติ
- เมื่อได้รับสิทธิ ให้กดยืนยันสิทธิผ่านแอปก่อนเริ่มใช้งาน
หลังได้รับสิทธิแล้ว ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านการสแกน QR Code ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยชำระเงินผ่าน G-Wallet ในแอปเป๋าตังเช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา
สรุป
แม้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จะเป็นโครงการจริงของภาครัฐ แต่การส่งลิงก์ลงทะเบียนผ่าน SMS, LINE หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่ไม่ใช่ช่องทางทางการ เป็นหนึ่งในกลลวงที่มิจฉาชีพกำลังใช้เพื่อหลอกขโมยข้อมูลและเงินของประชาชน
ประชาชนจึงควรจำหลักง่าย ๆ ไว้ 3 ข้อ
- โครงการจริง ลงทะเบียนผ่านแอปเป๋าตัง
- รัฐไม่ส่งลิงก์ให้กดลงทะเบียน
- ไม่ควรแจ้ง OTP กับบุคคลอื่นเด็ดขาด
แหล่งอ้างอิง
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA), ไทยรัฐ, Thai PBS, เดลินิวส์, bangkokbiznews, ข่าวสด

