ไวรัสนิปาห์ระบาดในอินเดีย ไทยเสี่ยงแค่ไหน และควรกังวลหรือไม่

Insight Social

ปลายเดือนมกราคม 2569 อินเดียรายงานการกลับมาระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในรัฐเวสต์เบงกอล ใกล้เมืองโกลกาตา นับเป็นการระบาดครั้งแรกในพื้นที่นี้ในรอบเกือบ 20 ปี และสร้างความกังวลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ตัวอย่างข้อความที่แพร่กระจายบนโซเชียลเมื่อเร็วๆ นี้

ลิงก์ถาวร

แม้ขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน แต่ก็เกิดความกังวลจากประชาชนว่า ไทยมีความเสี่ยงจริงหรือไม่ และควรเตรียมตัวอย่างไร บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด ตั้งแต่การระบาดในอินเดีย ลักษณะของไวรัส ไปจนถึงความเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทย และสิ่งที่ประชาชนควรรู้

จุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสในอินเดีย

การระบาดเริ่มต้นจากหญิงวัย 56 ปี ในเมืองบาราซาต รัฐเวสต์เบงกอล ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เธอมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก อาเจียน และซึม ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภายหลังการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติดื่ม น้ำตาลสดดิบจากต้นอินทผลัม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัสนิปาห์ในภูมิภาคเบงกอล จากนั้นเกิดการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย ทำให้ยืนยันได้ว่ามี การแพร่เชื้อจากคนสู่คนในโรงพยาบาล (ที่มา)

จนถึงกลางเดือนมกราคม 2569 อินเดียยืนยันผู้ป่วยอย่างน้อย 5 ราย และต้องกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมากกว่า 180 คน เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าไวรัสสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่มีความรุนแรงและแพร่ในวงแคบได้ดี โดยเฉพาะในสถานพยาบาล (ที่มา)

ไวรัสนิปาห์แพร่ได้อย่างไร

ในอินเดียและบังกลาเทศ การติดเชื้อมักเริ่มจาก ค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ค้างคาวสามารถถ่ายเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะลงในอาหาร เช่น น้ำตาลสดหรือผลไม้ หากมนุษย์บริโภคโดยไม่ผ่านความร้อน ก็มีโอกาสติดเชื้อได้

ต่างจากการระบาดในมาเลเซียเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ที่มี สุกรเป็นตัวกลาง การระบาดในเอเชียใต้จำนวนมากเกิดจากค้างคาวสู่คนโดยตรง และตามมาด้วยการแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะในครอบครัวและโรงพยาบาล (ที่มา)

ไวรัสนิปาห์มีอย่างน้อยสองสายพันธุ์หลัก ได้แก่

สายพันธุ์มาเลเซีย: อัตราการเสียชีวิตราว 40%

สายพันธุ์บังกลาเทศ: ซึ่งระบาดในอินเดียปัจจุบัน มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 70-90%

สายพันธุ์บังกลาเทศมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางปอดรุนแรงร่วมกับสมองอักเสบ และขับเชื้อออกมาทางน้ำลายและทางเดินหายใจได้มาก จึงเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะต่อบุคลากรทางการแพทย์ (ที่มา)

ความเสี่ยงการระบาดในประเทศไทย

ความเสี่ยงของไทยไม่ได้มาจากอินเดียอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายในประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นถิ่นอาศัยของค้างคาวแม่ไก่หลายชนิด โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ชุมชน งานวิจัยของไทยตลอดกว่า 20 ปี พบว่า มีการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ในน้ำลายและปัสสาวะค้างคาว โดยสายพันธุ์ที่พบในค้างคาวไทยส่วนใหญ่เป็น สายพันธุ์บังกลาเทศ และมีการขับเชื้อสูงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

พื้นที่ที่นักวิจัยประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา อ่างทอง ราชบุรี และพื้นที่ที่มีฟาร์มสุกรใกล้แหล่งค้างคาว (ที่มา)

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้มองความเสี่ยงหลักไว้ 3 ทาง

1.การนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ: ผู้ติดเชื้ออาจเดินทางเข้ามาได้ในช่วงฟักตัวที่ยาวถึง 45 วัน ความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยไม่ถูกวินิจฉัย อาจเกิดการแพร่เชื้อในโรงพยาบาลได้

2. การแพร่ผ่านสุกร: หากฟาร์มสุกรอยู่ใกล้แหล่งค้างคาว และมีการปนเปื้อนในอาหารสัตว์ สุกรอาจกลายเป็นตัวขยายเชื้อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

3. การแพร่ผ่านอาหารหรือเครื่องดื่มดิบ เช่น น้ำตาลสด น้ำผลไม้สด หรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หากไม่ผ่านความร้อนหรือการทำความสะอาดที่เหมาะสม

(ที่มา: LINE today, The Coverage, กรมประชาสัมพันธ์)

ในส่วนของการรับมือในไทย กรมควบคุมโรคได้ยกระดับการเฝ้าระวังทันทีหลังอินเดียรายงานการระบาด มีการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง แจกบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ และเตรียมระบบติดตามอาการ

ในด้านห้องปฏิบัติการ ประเทศไทยสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ภาคปศุสัตว์ก็มีการเฝ้าระวังสุกรในพื้นที่เสี่ยง และเน้นมาตรการป้องกันไม่ให้ค้างคาวเข้าถึงโรงเรือนสัตว์

อาการของโรค และการรักษา

ผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์อาจเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน ก่อนเข้าสู่ภาวะสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ผู้รอดชีวิตบางรายอาจมีอาการทางระบบประสาทหลงเหลือ

ปัจจุบัน ยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้ทั่วไป การรักษาเป็นการประคับประคองตามอาการ อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนาแอนติบอดีและวัคซีนต้นแบบอยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์

สิ่งที่ประชาชนควรรู้และควรปฏิบัติ: ประชาชนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงได้ดังนี้

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำตาลสดหรือน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อน

ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนกิน ไม่กินผลไม้ที่มีรอยกัดหรือช้ำ

ไม่สัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่าที่ป่วยหรือตายผิดปกติ

(ที่มา: Travel Health Pro, Bangkok Post)

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 ควรติดตามประกาศล่าสุดจากกรมควบคุมโรคเพื่อข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด

Avatar

Title:ไวรัสนิปาห์ระบาดในอินเดีย ไทยเสี่ยงแค่ไหน และควรกังวลหรือไม่

Fact Check By: Cielito Wang 

Result: Insight

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *