เมื่อเร็วๆ นี้มีการเผยแพร่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์อ้างว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันการใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กกัมพูชา โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมและหลักสากล
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถูกแชร์อย่างกว้างขวางบน Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนำงบประมาณของคนไทยไปสนับสนุนชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานภาครัฐ และสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เคยมีการเสนอ พิจารณา หรืออนุมัติงบประมาณ 800 ล้านบาทเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็กกัมพูชาแต่อย่างใด
โพสต์บนโซเชียลมีเดีย
ข้อความที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติงบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กกัมพูชา โดยมีการอ้างถึงเหตุผลด้านมนุษยธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ตรวจสอบข้อเท็จจริง
กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าไม่เคยมีการเสนอหรืออนุมัติงบดังกล่าว
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยืนยันว่ากระแสข่าวดังกล่าวที่กล่าวอ้างว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ทุนการศึกษาแก่เด็กกัมพูชา 800 ล้านบาท” นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ไม่เคยมีการนำเสนอประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุม การเสนอแนวคิด หรือแม้แต่การหารือกันในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการมาก่อน
ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯ จึงขอความร่วมมือไปยังประชาชน ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและสื่อมวลชนทุกแขนง ให้ระมัดระวังในการรับข้อมูลและงดการส่งต่อข้อความที่เป็นเท็จดังกล่าว เพื่อร่วมกันยับยั้งความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในองค์กรภาครัฐและสร้างความสับสนให้แก่สังคมในวงกว้าง (ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์)
ต้นตอของความเข้าใจผิด: นโยบายการศึกษาเพื่อเด็กทุกคนในประเทศไทย
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีแนวโน้มมาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบาย “Education for All” หรือ “การศึกษาเพื่อทุกคน” ซึ่งประเทศไทยดำเนินการมานานหลายปี
ประเทศไทยมีนโยบายให้เด็กทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติเรื่องสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนราษฎร
หลักการดังกล่าวมีพื้นฐานจาก
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54
- พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10
- อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (Convention on the Rights of the Child)
- มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เรื่องการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย
โดยนโยบายดังกล่าวครอบคลุมเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เช่น
- เด็กไร้สัญชาติ
- เด็กไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร
- บุตรหลานแรงงานข้ามชาติ
- เด็กต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 เด็กกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวเป็นการจัดการศึกษาภายในประเทศไทยสำหรับเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไม่ใช่การมอบทุนการศึกษาหรือโอนงบประมาณไปยังประเทศกัมพูชา
(ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ, รัฐสภา)
กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าไม่กระทบสิทธิเด็กไทย
กระทรวงศึกษาธิการได้ชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะไม่กระทบต่อสิทธิของเด็กไทย ทั้งในด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนการสอน หรือความปลอดภัยในสถานศึกษา
นอกจากนี้ การเข้าเรียนของเด็กต่างชาติไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสัญชาติไทย หรือมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่เกี่ยวข้อง เช่น “การเปิดด่านให้เด็กกัมพูชาเข้าเรียน” นั้น ทางรัฐบาลก็ได้ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2669 โดยระบุว่า กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวในโซเชียลมีเดียจำนวนมากว่าจะมีการเปิดด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้เด็กกัมพูชาเข้ามาเรียนหนังสือนั้น ไม่เป็นความจริง ทางรัฐบาลขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม และไม่มีการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่เป็นกระแสในโซเชียลมีเดียในขณะนี้ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)
บริบทความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถูกเผยแพร่ในช่วงที่ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับความสนใจจากสาธารณชน ทั้งจากข้อพิพาทชายแดนและการเจรจาประเด็นเขตแดนที่ยังดำเนินอยู่ ส่งผลให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ การใช้งบประมาณภาครัฐ และสิทธิของชาวต่างชาติถูกแชร์และตีความอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์
โดยในช่วงเวลาเดียวกัน หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและหน่วยงานภาครัฐยังพบการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนหลายกรณีเกี่ยวกับกัมพูชาและนโยบายการศึกษาของไทยด้วย
ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “การช่วยเหลืออีกฝ่าย” มักถูกนำมาเผยแพร่และตีความในลักษณะที่กระตุ้นอารมณ์ของผู้รับสาร โดยเฉพาะเนื้อหาที่อ้างว่ารัฐบาลนำงบประมาณของคนไทยไปสนับสนุนชาวกัมพูชา หรือให้สิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลบิดเบือนในช่วงความขัดแย้งระหว่างประเทศมักมีรูปแบบคล้ายกัน ได้แก่ การนำข้อมูลจริงบางส่วนมาตัดออกจากบริบท การเชื่อมโยงคนละประเด็นเข้าด้วยกัน หรือการนำข่าวเก่ากลับมาเผยแพร่ใหม่เพื่อสร้างความเข้าใจผิด
และในกรณีนี้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน กล่าวคือ มีการนำประเด็นนโยบายการศึกษาสำหรับเด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทยซึ่งมีอยู่จริง มาเชื่อมโยงกับข้อกล่าวอ้างว่าไทยจัดสรรงบประมาณ 800 ล้านบาทให้ประเทศกัมพูชา ทั้งที่จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานว่ามีนโยบายหรือโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
ดังนั้น นอกจากข้อกล่าวอ้างเรื่องทุนการศึกษา 800 ล้านบาทจะไม่มีหลักฐานรองรับแล้ว ยังสะท้อนรูปแบบของข้อมูลบิดเบือนที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ประเด็นความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกด้วย
สรุป
ไม่พบหลักฐานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเคยยืนยัน เสนอ หรืออนุมัติงบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็กกัมพูชา
กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าไม่เคยมีการหารือหรืออนุมัตินโยบายในลักษณะดังกล่าว
ข้อกล่าวอ้างนี้มีแนวโน้มเกิดจากความสับสนระหว่างนโยบายการศึกษาเพื่อเด็กทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศไทย กับการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลนำงบประมาณไปสนับสนุนการศึกษาของประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง

